แหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศกรีซ

ประเทศกรีซ เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าสนใจตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ที่สำคัญมันยังมีอิทธิพลมาจนถึงยุคสมัยนี้ ดังจะเห็นได้จากวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือสถาปัตยกรรมที่ยังคงมีเอกลักษณ์แสดงถึงความเป็นกรีกโบราณอยู่ ทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกรีซก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ อย่าง วิหารพาร์เธนอน หรือแหล่งธรรมชาติ อย่าง หมู่เกาะซิคละดีส หรือ คีคลาเดส (Cyclades Islands) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ ที่นอกจากจะเป็นที่พักตากอากาศที่ดีแล้ว มันยังมีความงดงามรอบด้าน ทั้งภูเขา ทะเล และหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ที่รับรองว่าคุณจะเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยวของประเทศกรีซไปเลยล่ะ

1. เกาะอะนาฟี (Anafi) เกาะ Anafi เป็นเกาะที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน มีเพียงหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่ตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติจึงมีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีหาดทรายสวย ๆ ให้คุณได้เดินรับลมทะเล ไม่ว่าจะมาเที่ยวแบบครอบครัว มาฮันนีมูน หรือมาเที่ยวคนเดียว คุณก็จะสนุกสนานไปกับการใช้ชีวิตบนเกาะ Anafi ในสไตล์ที่แตกต่างกัน

2. เกาะคิโมลอส (Kimolos) เป็นเกาะที่มีบรรยากาศคึกคักตลอดทั้งปีเนื่องจากว่ามันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะยอดฮิตอย่างเกาะ Milos จึงเป็นเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะ ทว่าแม้จะมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง แต่ธรรมชาติบนเกาะ Kimolos ยังคงงดงามและบริสุทธิ์ นอกจากผู้คนจะแวะเวียนมาเล่นน้ำทะเลใส ๆ แล้ว การได้ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

3. เกาะไคนอส (Kythnos) เกาะ Kythnos มีจุดเด่นอยู่ที่ชายหาดที่มีสันทรายโผล่ขึ้นมาดูคล้ายกับทะเลแหวกในบ้านเรา แถมน้ำทะเลยังใสแจ๋ว ผู้มาเยือนจึงไม่พลาดที่จะกินลมชมวิวบริเวณหาดทราย หรือเล่นน้ำทะเลในวันอากาศแจ่มใส รวมทั้งล่องเรือชมความงามของขุนเขาและสถาปัตยกรรมที่ไม่ซ้ำกันของบ้านแต่ละหลัง

4. เกาะเซรีฟอส (Serifos) เกาะ Serifos เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะชายหาดที่ทอดยาวและจุดชมวิวบนยอดเขาสูงที่จะทำให้คุณเห็นเกาะอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้คุณยังจะทึ่งไปกับความงดงามยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ที่ส่องแสงประกายบนน้ำทะเลจนเกิดเป็นแสงระยิบระยับ

5. เกาะซีฟนอส (Sifnos) เป็นที่รู้กันดีว่า Sifnos เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อสถาปัตยกรรมสีขาวของสิ่งปลูกสร้างรอบเกาะ อีกทั้งยังมีชายหาดที่สวยงามกับเนินเขาขนาดเล็กที่เหมาะแก่การขึ้นไปชมวิวในมุมสูงแต่ใช้เวลาไม่นาน นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านตั้งอยู่หลายแห่ง แต่หมู่บ้านที่ได้การยอมรับว่ามีทิวทัศน์อันสวยงาม คือ หมู่บ้าน Kastro ซึ่งมีถนนลาดยางเป็นทางเดินให้คุณได้ชื่นชมกับวิวสวย ๆ ของทะเลอันกว้างใหญ่

6. เกาะซานโตรินี (Santorini) เกาะซานโตรินี เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่ามันเป็นเมืองที่สวยงามราวกับเทพนิยาย ด้วยอาคารบ้านเรือนสีขาวหลังคาสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งจุดชมวิวสวย ๆ ที่มองออกไปก็เห็นน้ำทะเลไกลสุดสายตา นอกจากนี้ยังมีทางเดินซิกแซ็กไป-มา ราวกับเขาวงกตที่ความสวยงามของมันทำให้ผู้มาเยือนเต็มใจที่จะหลงอยู่บนเส้นทางวกวนเหล่านั้น นอกจากนี้หาดทรายสีดำยังเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเกาะแห่งนี้ด้วย

ในแต่ละปีโดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์จะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนหมู่เกาะซิคละดีสอย่างหนาแน่น แต่เพราะความสวยงามของมันนี่เองที่ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสได้ว่า มันคุ้มค่าจริง ๆ ที่จะฝ่าฝูงชนเพื่อมาชมความงดงามเหล่านี้กับตาตัวเองสักครั้ง

วิกฤติเศรษฐกิจกรีซต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

ในปัจจุบันโลกของเรามีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวไกลจนกลายเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่เป็นเศรษฐกิจแบบเปิดนั้น สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆได้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เมื่อแประเทศๆหนึ่งเกิดวิกฤติหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในฐานะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เราจึงควรศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่มีความเกี่ยวข้องต่อระบบเศรษฐกิจเราด้วย

สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจกรีซ
สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจกรีซนั้น สาเหตุแรกมาจาก การขาดดุลภาครัฐของรัฐบาล โดยในปีพ.ศ. 2552 การขาดดุลการคลังของกรีซอยู่ที่ 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 4 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) โดยกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 3% ของ GDP นอกจากนี้กรีซก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับที่สูงมาก จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP โดยสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของกรีซมีความเปราะบางมาก ซึ่งปัญหาหลักเกิดจากการส่งออกไม่ได้ และการที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว

แนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าของกรีซ แสดง ให้เห็นตั้งแต่สามไตรมาสแรกของปี และเลวร้ายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้จากการหดตัวถึง 2 % ของ GDP ท่าให้ทิศทางของ GDP ในปี  2553  ประสบปัญหารุนแรงตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง เช่น การด่าเนินธุรกิจ อยู่ในภาวะถดถอย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ตลาดการเงินตลอดถึงการด่าเนินนโยบายจ่ากัดงบประมาณ อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเศรษฐกิจกรีซเริ่มจะฟื้นตัวได้ประมาณช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 นี้ โดยได้รับแรงสนับสนุน จากการส่งออกของสินค้าเคมีภัณฑ์ เหล็ก การขนส่งทางเรือ และการท่องเที่ยว กิจกรรมการลงทุนของภาครัฐในปี 2554 มีแนวโน้มดี แต่การลงทุนของธุรกิจในกรีซยังพบอุปสรรคจากความต้องการภายในประเทศและสภาวะการเงินอยู่ อุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งย่ำแย่ ยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่กระเตื้องจะทำให้การนำเข้าลดน้อยลง และอาจส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้รัฐบาลกรีซตั้งเป้าจะทำให้การขาดดุลลดลงเหลือ7.4% ของGDPหรือมูลค่า 17 พันล้านยูโร โดยนายกรัฐมนตรีกรีซ George Papandreou กล่าวว่า การจะลดช่องว่างลงไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรายได้ของรัฐเติบโตช้า และหลังจากที่สหภาพยุโรปเพิ่มตัวเลขประมาณการขาดดุลในปี 2552 ที่ 15.4% ซึ่ง นับว่าสูงมากที่สุดของประวัติศาสตร์เงินสกุลยูโรกรีซปรับการคาดการณ์การขาดดุลดังกล่าวเพื่อขอรับความช่วยเหลือให้ได้ ตามเป้าจากสหภาพยุโรป

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซ

ในปัจจุบันโลกของเรามีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวไกลจนกลายเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่เป็นเศรษฐกิจแบบเปิดนั้น สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆได้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เมื่อแประเทศๆหนึ่งเกิดวิกฤติหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในฐานะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เราจึงควรศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่มีความเกี่ยวข้องต่อระบบเศรษฐกิจเราด้วย

ในประวัติศาสตร์ธุรกิจของโลกนั้นมีหลายครั้งหลายคราวที่ความล้มเหลวของระบบการเงินได้อุบัติขึ้น สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของมวลมนุษยชาติเป็นวงกว้างจนหลายคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือมนุษย์แทบทั้งสิ้น และแม้ว่าวิกฤติร้ายเหล่านั้นจะทำให้ใครหลายคนต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจใด แต่มันก็ยังมีประโยชน์อยู่หนึ่งอย่าง นั้นคือเป็นบทเรียนให้เราจดจำ เื่พื่อว่าเราจะได้ไม่หลงทำผิดเป็นครั้งที่สอง ลองย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความหายนะทางธุรกิจแล้วใช้เป็นข้อมูลเพื่อก้าวสู่อนาคตอันมั่นคงกันดีกว่า

ประเทศกรีซก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เมื่อ พ.ศ.2551 ประเทศกรีซได้ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศกรีซเองและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้พยายามศึกษาวิกฤตการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากสาเหตุอะไร ปัญหาเป็นเช่นไร ส่งผลกระทบต่อประเทศกรีซและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิกฤติเศรษฐกิจกรีซครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

วิกฤติเศรษฐกิจของกรีซปะทุขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2009 ที่ผ่านมานี่เอง สาเหตุหลักมาจากการขาดวินัยทางการเงินของผู้บริหารประเทศในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารเงินคงคลังภายใน ผสมกับภาวะถดถอยทางการเงินของเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นจึงทำให้งบประมาณภาครัฐขาดดุลถึงร้อยละ 14.5 และยังมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 113 ของ GDP ซึ่งยังไม่รวมรายจ่ายต่อปีจำนวนมากอีก นอกจากนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวมาช้านานยังกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนอีกด้วย ที่ร้ายกว่านั้นคือมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป จนเหล่าบรรดาภาคี EU และ IMF ต้องเข้าให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนเพื่อกอบกู้ประเทศนี้เอาไว้ไม่ให้ล้มละลาย

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซนั้นมาจากการขาดไร้ซึ่งระเบียบวินัยทางการเงินของผู้บริหารประเทศและการก่อหนี้สาธารณะสูงจนเกินไปตามรูปแบบประชานิยมนั่นเอง

ธุรกิจการท่องเที่ยวในกรีซ หลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ

greeceinsiders.com

ประเทศกรีซเป็นประเทศในฝันของนักท่องเที่ยวหลายๆคน

กรีซเป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในทวีปยุโรป เป็นประเทศเล็กๆที่ใครหลายคนเข้าใจว่าอยู่ในทวีปแอฟริกา ซึ่งตามแผนที่ประเทศกรีซจะอยู่ทางขวาของอิตาลี ประเทศกรีซเป็นประเทศมรดกโลกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นแบบของทวีปยุโรป ประเทศกรีซขึ้นชื่อว่าเป็นยุคทอง ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นโขดหิน เนินเขา เวลาเพาะปลูกจึงลำบาก ทำให้เกิดการค้าขายระหว่างประเทศขึ้น ทำให้ประเทศกรีซมีความมั่งคั่งร่ำรวย

สภาพเศรษฐกิจของกรีซในช่วงที่ผ่านมาประสบปัญหาภาระหนี้สินขั้นรุนแรงที่สุด แต่ด้วยความที่เป็นเมืองในฝันของนักท่องเที่ยว บวกกับสภาพอากาศที่มีความสวยงามในทุกๆปี ทำให้รัฐบาลกรีซใช้นโยบายดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีการฟื้นตัว และช่วยปลดภาระหนี้สินที่แบกรับอยู่เป็นจำนวนมากลงได้

การท่องเที่ยวในประเทศกรีซ ทำให้ประเทศมีรายได้เข้าประเทศมากที่สุด

และแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศกรีซทำงานเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งสิ้น โดยในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ โรงแรมและภัตตาคารต่างปรับราคาค่าห้องพัก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเทีย่วต่างลงความเห็นว่า ช่วงที่กรีซอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ราคาห้องพักมีราคาถูกกว่าปกติมาก ทำให้ผู้บริโภคเอนเอียงมาท่องเที่ยวในประเทศกรีซมากกว่าจะไปยังประเทศอื่นๆ

ประเทศกรีซมีแผนจะรองรับนักท่องเที่ยวมากถึง 19 ล้านคน เพิ่มขึ้นว่า 1 ล้านคน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และมีรายได้จากเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองหลวงอย่างเอเธนส์ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวนมาก ประเทศกรีซมีจุดขายที่มีเมืองต่างๆสวยงาม เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อย่างดี

การเติบโตทางด้านธุรกิจท่องเที่ยวของกรีซจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าแต่ก่อน เพราะกรีซได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป หรือไอเอมเอฟ และกองทุนเงินระหว่างประเทศ ที่ได้รับการอนุมัติในที่ประชุม เพราะมีการคาดการว่ากรีซจะมีนักท่องเที่ยวหลังไหลเข้ามายังประเทศกรีซจำนวนมากขึ้นในปีนี้ และยังช่วยสร้างงานให้กับคนในประเทศกว่า 50,000 ตำแหน่ง จากตัวเลขเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้น จึงทำให้กรีซเป็นสุดยอดแห่งเมืองท่องเที่ยวของเมดิเตอร์เรเนียน

สินค้าในประเทศไทยที่มีศักยภาพในการส่งออกไปยังกรีซ


ประเทศกรีซก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เมื่อ พ.ศ.2551 ประเทศกรีซได้ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศกรีซเองและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายงานฉบับนี้ได้พยายามศึกษาวิกฤตการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากสาเหตุอะไร ปัญหาเป็นเช่นไร ส่งผลกระทบต่อประเทศกรีซและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิกฤติเศรษฐกิจกรีซครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

วิกฤตการณ์ทางการเงินในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสัดส่วนการนำเข้าจากต่างประเทศของกลุ่มประเทศยุโรปจนมีปริมาณลดลง โดยสินค้าจากประเทศไทยส่วนใหญ่ที่เคยมียอดการนำเข้าสูงกลับมีปริมาณส่งออกลดลงอย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสินค้าบางชนิดที่มียอดการนำเข้าจากไทยไม่ลดลง และยังมีศักยภาพในการผลักดันต่อไป สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเอเธนส์ จึงได้เสนอรายชื่อสินค้าไทยที่มีศักยภาพในประเทศกรีซ เซอร์เบีย และมอลตา มีรายละเอียด ดังนี้

สำหรับกรีซ สินค้าไทยที่มีศักยภาพในการส่งออก ได้แก่ ปลากระป๋อง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 11 ของส่วนแบ่งตลาดในกรีซโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา โดยมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 18  โดยกรีซนำเข้าปลากระป๋องจำนวนมากในแต่ละปี เนื่องจากไม่สามารถผลิตได้เอง ซึ่งในการนี้ โดยคำนึงถึงช่องทางการนำเข้าสินค้าปลาทูน่ากระป๋องมายังกรีซส่วนใหญ่ที่ต้องผ่านผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ดังเห็นได้จากการที่มีปลาทูน่ากระป๋องจากไทยวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป  ดังนั้น การผลักดันการขยายตลาดจึงสามารถร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายเหล่านี้เป็นหลักโดยเน้นการรับจ้างผลิตให้ซุปเปอร์มาร์เก็ต ควบคู่กับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคกรีซ อาทิ การผลิต  ปลาทูน่ากระป๋องในน้ำมันมะกอกของกรีซ

ผักและผลไม้ปรุงแต่ง เช่น ผลไม้แห้ง ผลไม้แช่อิ่ม ถั่วชนิดต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 12 ของส่วนแบ่งตลาดทั้งหมดของกรีซ โดยการส่งเสริมการตลาดสินค้าไทยประเภทนี้ในกรีซสามารถดำเนินการในลักษณะของการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงรายชื่อผู้ส่งออกให้กับผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายของกรีซ รวมถึงส่งเสริมการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างผู้นำเข้าชาวกรีซและผู้ส่งออกไทย

เม็ดพลาสติก กรีซนำเข้าเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตเครื่องใช้พลาสติกต่าง ๆ ทั้งในครัวเรือนและอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกจากไทย คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 1.8 โดยมียอดการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในอัตราร้อยละ 481 เนื่องจากเม็ดพลาสติกจากไทยมีราคาถูกแต่คุณภาพดี อย่างไรก็ดี ไทยยังคงเสียเปรียบด้านราคาต่อคู่แข่งในสหภาพยุโรปที่ไม่ต้องเสียภาษี และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการขนส่งต่ำกว่า ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือเผยแพร่ข้อมูลแก่ผู้นำเข้ากรีซอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเปิดทางเลือกให้แก่ผู้ผลิตและผู้นำเข้ากรีซให้มากขึ้น

ปัจจุบันแนวโน้มความนิยมสินค้าเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกฎระเบีบยของสหภาพยุโรปซึ่งบัญญัติขึ้นในช่วงหลังมักเคร่งครัดหรือเพิ่มความได้เปรียบในการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการซึ่งให้ความสำคัญต่อการผลิตและจำหน่ายสินค้าซึ่งเชื่อมโยงกับประเด็นนี้