Mar 31 2014

การเดินทาง ติดต่อทำธุรกิจ ประเทศกรีซ

118_20090331155847.

คนไทยที่เดินทางไปกรีซต้องมีหนังสือเดินทางที่มีอายุเกิน 6 เดือน และต้องขอรับการตรวจลงตรา หรือวีซ่าล่วงหน้า รวมทั้งผู้ที่ถือหนังสือเดินทางทูตและราชการด้วยจากสถานเอกอัครราชทูตกรีซประจำประเทศไทย ผู้ที่มี Schengen Visa จึงสามารถเดินทางเข้ากรีซเพื่อท่องเที่ยวหรือติดต่อธุรกิจได้ แต่ไม่ใช่เพื่อทำงาน เจ้าหน้าที่ตำรวจกรีซสามารถขอตรวจสอบเอกสารประจำตัวระหว่างการท่องเที่ยวได้ ดังนั้น นักท่องเที่ยวควรมีหนังสือเดินทางติดตัวตลอดเวลา

การเดินทางภายในกรีซนั้นค่อนข้างสะดวก เนื่องจากระบบขนส่งของกรีซค่อนข้างตรงเวลา การเดินทางบนบกอาจจะสู้ประเทศทางแถบยุโรปตะวันตกไม่ได้ในเรื่องความสะดวกสบาย แต่ความตรงเวลานั้นก็ถือว่าไม่แพ้กันเลย ส่วนการเดินทางไปตามเกาะต่างๆของกรีซนั้น สามารถเดินทางโดยใช้เรือเฟอร์รี่ซึ่งมีความตรงเวลามาก และเป็นเรือขนาดใหญ่ทำให้มีความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นอย่างมาก

สำหรับการเดินทางติดต่อธุรกิจที่กรีซนั้น แต่ต้องเตรียมเอกสารมากสักหน่อย สอบถามข้อมูลจากสถานทูตกรีซฯ อีกเช่นเคย หากจะให้รวดเร็วเตรียมข้อมูลของคู่ค้าของคุณที่กรีซไว้ด้วย เพื่อความสะดวกในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่กงสุลกรีซที่จะออกวีซ่าให้ ควรกำหนดวันเดินทางให้ดี เผื่อเวลาสำหรับสถานทูตกรีซในการออกวีซ่าด้วย และสำหรับการขอวีซ่านั้นจะแตกต่างกันไม่ว่าจะวีซ่าท่องเที่ยว และวีซ่าธุรกิจ

การขอวีซ่าสำหรับการเดินทางไปติดต่อธุรกิจ

1. แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่า ซึ่งต้องกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนและตามความเป็นจริง
2. รูปถ่ายสี หน้าตรง ฉากหลังสีขาว ขนาด 1.6 x 2.4 นิ้ว จำนวน 2 ใบ
3. พาสปอร์ตที่มีอายุเหลือหลังวันที่จะเดินทางกลับ 3 เดือนเป็นอย่างต่ำ และมีหน้าว่างติดกัน 2 หน้า พร้อมสำเนา 1 ชุดหากมีเล่มเก่าให้ยื่นด้วย
4. บัตรประจำตัวประชาชน สำหรับเด็กที่ยังไม่มีบัตร ให้ยื่นสูติบัตร ส่วนผู้ที่เดินทางกับคู่สมรส ให้ยื่นทะเบียนสมรสเพิ่มด้วย สำหรับผู้ขอวีซ่าที่ไม่ได้ถือหนังสือเดินทางของประเทศไทย ให้ยื่นใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยที่มีอายุอย่างต่ำ 2 ปี, ใบอนุญาตที่ให้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ และวีซ่าอนุญาตให้กลับเข้ามาในประเทศไทย (re-entry visa) ตัวจริงพร้อมสำเนา 1 ชุด
5. หลักฐานการทำงาน ฉบับจริง เช่น จดหมายรับรองการทำงาน (ภาษาอังกฤษ) หรือเอกสารอื่นในทำนองเดียวกัน หลักฐานการชำระภาษีเงินได้ ถ้ามีธุรกิจส่วนตัว ให้ยื่นสำเนาหนังสือจดทะเบียนธุรกิจหรือหนังสือจดทะเบียนพาณิชย์ พร้อมทั้งหลักฐานการชำระภาษี (สำเนาที่มีการรับรอง) ถ้าเป็นนักเรียน / นักศึกษา ให้ยื่นจดหมายรับรองจากสถาบันการศึกษา (ภาษาอังกฤษ)
6. หลักฐานการเงินย้อนหลัง 6 เดือน เช่น สมุดบัญชีเงินฝาก, Bank Statement หรือเอกสารอื่นในทำนองเดียวกัน กรณีไปติดต่อธุรกิจ ต้องแสดงหลักฐานการเงินทั้งส่วนตัวและของบริษัท
7. ใบจองตั๋วเครื่องบินระบุวันที่เดินทางไปกลับ
8. หลักฐานที่พำนัก เช่น หลักฐานการจองโรงแรม หากพำนักในบ้านคนกรีก ให้ยื่นจดหมายเชิญพำนักตัวจริง พร้อมสำเนา หนังสือเดินทางหรือบัตรประชาชนของผู้เชิญ
9. ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุที่มีวงเงินคุ้มครองอย่างต่ำมูลค่าเท่ากับ 30,000 ยูโร และมีผลคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ ในกลุ่มประเทศสัญญาเชงเก้น
10. วีซ่าท่องเที่ยวต้องสามารถสำแดงได้ว่ามีเงินค่าใช้จ่ายส่วนตัวมูลค่าเท่ากับ 50 ยูโร ต่อวัน ตลอดเวลาที่อยู่ในประเทศในกลุ่ม เชงเก้น
11. กรณีไปประชุม หรือติดต่อธุรกิจ หรือพบปะบุคคลที่เสนอที่พักส่วนตัวให้ ต้องมีจดหมายระบุชื่อ และวันที่เดินทางอย่างถูกต้อง จากหน่วยงาน บริษัท หรือบุคคลผู้เชิญนั้น ๆ กรณีจดหมายเชิญส่วนตัว ต้องได้รับการรับรองลายเซ็นจากสถานีตำรวจในท้องที่ และส่งมาที่แผนกกงสุล กรุงเทพฯ ทางโทรสารหรือีเมล์ ก่อนจะมาติดต่อสมัครวีซ่าด้วยตนเอง
12. ผู้ขอวีซ่าที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากบิดาและมารดาให้สมัครวีซ่าและเดินทาง ระบุวันที่อย่างถูกต้องออกโดย เขตท้องที่ตามทะเบียนบ้านของเด็ก แปลเป็นภาษาอังกฤษและนำไปประทับตรารับรองจากกรมการกงสุล
13. สำหรับนักเรียน ต้องมีจดหมายรับรองจากสถานศึกษา เป็นภาษาอังกฤษ (ฉบับจริง)
14. เอกสารเพิ่มเติมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือสัมพันธ์กับการเดินทาง

Jan 27 2014

การใช้อีเมล์เพื่อส่งเสริมการทำธุรกิจ

 

คนจำนวนมากมองอีเมลเป็นเพียงแค่เครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่จริงๆ แล้วประโยชน์ของอีเมลมีมากกว่านั้น โดยเฉพาะในด้านการช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ เพราะปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อส่วนใหญ่มักมีรูปแบบการทำงานบนโต๊ะและหันหน้าเข้าหาคอมพิวเตอร์ด้วยกันทั้งสิ้น อีเมลจึงกลายเป็นวิธีการเข้าถึงที่รวดเร็วและแม่นยำมากที่สุดที่หลายๆ ธุรกิจต่างนิยมใช้เพื่อช่วยส่งเสริมการทำธุรกิจ ทั้งอีเมลยังมีรูปแบบที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวซึ่งจำเป็นต้องกระตุ้นยอดขายในงบประมาณที่มีจำกัด ข้อดีของการใช้อีเมลเพื่อส่งสริมการทำธุรกิจมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 6 ประการ คือ

1. อีเมลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายและมากกว่า อีเมลจัดเป็นเครื่องมือสื่อสารประเภทหนึ่งที่มีจุดเด่นอยู่ตรงที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป็นรายบุคคลได้ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับการกดส่งเพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่มีทางหาได้จากสื่อการตลาดประเภทอื่นๆ และเพราะในปัจจุบันทุกคนแทบจะมีอีเมลเป็นของตนเองกันหมดแล้ว บางคนอาจมีมากกว่าหนึ่งด้วยซ้ำไป ซึ่งพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่มักเปิดอ่านอีเมลอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ผู้ประกอบการจึงสามารถส่งข่าวสารทางธุรกิจหรือขายสินค้าผ่านทางอีเมลได้โดยตรง เพราะมันจะไปถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เรากำหนดไว้ในแอดเรสอย่างแน่นอน นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังสามารถส่งไปถึงผู้บริโภคหลายคนได้ในคราวเดียวกันอีกด้วย

2. อีเมลระบุผู้รับได้ชัดเจนกว่า สื่อการตลาดประเภทอื่นมักจะใช้วิธีสื่อสารไปยังผู้บริโภคในลักษณะเหวี่ยงแห ซึ่งบางครั้งค่อนข้างจะคลุมเครือและไม่ค่อยตรงกับกลุ่มฐานลูกค้าที่ผู้ประกอบการต้องการและวางเอาไว้มากนัก อีเมลจึงเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุด เพราะผู้ประกอบการสามารถใส่อีเมล ชื่อ ที่อยู่ ลงไปในช่องว่างของผู้รับได้โดยตรง จึงสามารถส่งข้อความไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ตนเองต้องการได้ในทันที ปัญหาการเหวี่ยงแหจับผู้บริโภคจึงหมดไป

3. อีเมลกำหนดเวลาและความถี่ในการส่งได้ ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการใช้อีเมลทำธุรกิจก็คือ ผู้ประกอบการสามารถเลือกเวลาพร้อมความถี่ในการส่งได้ด้วยตนเอง ถึงแม้การสื่อสารทางการตลาดวิธีอื่นๆ ก็สามารถทำส่วนนี้ได้เหมือนกัน แต่มันไม่มีความละเอียดเทียบเท่ากับอีเมล เพราะหากเป็นสื่ออย่างวิทยุหรือโทรทัศน์ แม้ผู้ประกอบการจะสามารถกำหนดเวลาการยิงโฆษณาได้ แต่หากผู้บริโภคเกิดลุกไปรับโทรศัพท์ในตอนนั้นก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้เห็นโฆษณา แต่หากเป็นอีเมล ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเวลาลงไปได้อย่างชัดเจนว่าต้องการส่งอีเมลเวลาไหนและความถี่เท่าไร อีกทั้งแม้จะเลยเวลาไปแล้ว แต่ผู้บริโภคก็ยังมาเปิดดูได้ภายหลัง อีเมลจึงเป็นวิธีการที่ลดการคลาดเคลื่อนระหว่างสื่อกับผู้บริโภคได้ดีมากอีกวิธีการหนึ่ง

4. อีเมลช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย จุดเด่นที่สุดของอีเมลคงต้องยกให้เรื่องค่าใช้จ่าย เพราะในกรณีที่ใช้อีเมลทำธุรกิจผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว เนื่องจากเป็นบริการฟรีและสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ในทุกขั้นตอน จึงเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทไปได้มาก เพราะหากเป็นวิธีการอื่นๆ ผู้ประกอบการอาจต้องเสียเงินจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะมาเป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น โฆษณาทางสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ เป็นต้น

5. ปรับ Content อีเมลให้เหมาะสมกับผู้รับได้ เครื่องมือการตลาดในแบบอื่นๆ มักถูกผลิตออกมาให้มีลักษณะการสื่อสารที่เป็นกลางสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม ซึ่งแม้จะมีข้อดีแต่ก็มีข้อเสียในบางส่วนอยู่เช่นกัน เพราะต้องเข้าใจว่ารูปแบบสื่อสารการตลาดในลักษณะหนึ่งไม่ได้มีความเหมาะสมและสามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้บริโภคทุกประเภท และหากปรับเปลี่ยนให้มีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น แน่นอนว่ารายจ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน แต่สำหรับอีเมลสามารถปรับเปลี่ยนหรือสร้างชิ้นงานโฆษณาให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทุกประเภทได้ แค่ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยน Content รายละเอียดภายในอีเมล เพียงเท่านี้ผู้ประกอบการก็จะได้อีเมลที่มีความเหมาะสมเป็นการเฉพาะกับลูกค้ากลุ่มต่างๆแล้ว ถือว่าเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

6. อีเมลสามารถวัด Feedback กลับได้ทันที อีเมลมีข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือผู้ประกอบการสามารถวัด Feedback หรือผลตอบรับได้ทันทีที่ส่งอีเมลออกไปยังผู้บริโภค เพราะหากผู้บริโภคตอบอีเมลกลับมาหรือแม้กระทั่งเปิดอ่าน ก็แสดงว่ารูปแบบการใช้อีเมลของผู้ประกอบการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งแตกต่างจากวิธีอื่นที่วัดผลความสำเร็จได้ค่อนข้างยากและส่วนใหญ่ยังเป็นการคาดคะเนอีกต่างหาก จึงมักขาดความเที่ยงตรงอยู่เสมอ

ปัจจุบันเป็นที่รับรู้กันว่าอีเมลมีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจค่อนข้างมาก ธุรกิจหลายประเภทประสบความสำเร็จได้เพราะใช้อีเมลเป็นเครื่องมือในการวิ่งหาผู้บริโภคแทนการใช้พนักงาน จึงเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนควรหันมาให้ความสนใจมากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการควรต้องระมัดระวังคือการส่งอีเมลทางธุรกิจถึงแม้จะเป็นวิธีการที่ง่าย แต่บางครั้งก็อาจสร้างความรำคาญจนเป็นที่มาของความหงุดหงิดในกลุ่มผู้บริโภคที่มีต่อบริษัทของผู้ประกอบการได้เหมือนกัน ผู้ประกอบการจึงต้องพิจารณาดูถึงความถี่ในการส่งควบคู่กันไปด้วย ไม่ให้น้อยหรือมากจนเกินไป เพราะสุดท้ายแล้วอีเมลทางธุรกิจคงสูญเปล่าและไม่มีค่าอันใดหากถูกผู้บริโภคกำหนดให้มันเป็นอีเมลขยะ