ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและกรีซ

9

การค้ารวมระหว่างไทย-กรีซมีมูลค่าเฉลี่ย 272 ล้านเหรียญสหรัฐ (ตัวเลขฝ่ายไทยโดยเป็นค่าเฉลี่ยในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา) ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่น โดยไทยส่งออก 247 ล้านเหรียญสหรัฐ  นำเข้า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ  และได้เปรียบดุลการค้า 222 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น  ในขณะที่สินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าประกอบด้วยผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผลไม้และยารักษาโรค เป็นต้น สำหรับการลงทุนระหว่างกัน  ยังไม่ปรากฏข้อมูลทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปัจจุบันในภาพรวม การนำเข้า-ส่งออกสินค้าระหว่างไทยกับกรีซดำเนินไปด้วยดี โดยมักผ่านทางผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งบางครั้งพบอุปสรรคในการตรวจพบสารเคมีในผลิตภัณฑ์อาหารส่งออก และมีปัญหาข้อพิพาทระหว่างกัน เช่น ไม่ชำระเงิน จัดส่งสินค้าไม่ครบ/ล่าช้า/ไม่ถูกต้อง เป็นต้น

ความสัมพันธ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและกรีซสามารถขยายตัวได้อีกมาก หากนักธุรกิจของทั้งสองฝ่ายจะเพิ่มความสนใจตลาด และศึกษาโอกาส ลู่ทางและศักยภาพของกันและกันมากกว่าที่ผ่านมา โดยกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับโลก ยังคงมีแนวโน้มที่ดีในตลาดกรีซ  อาทิ 1) รถบรรทุกเล็ก 2) รถจักรยานยนต์/อุปกรณ์  3) เครื่องปรับอากาศ/เครื่องทำความเย็น เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มร้อนขึ้นในกรีซ  4) เสื้อผ้า/เครื่องนุ่งห่ม โดยเฉพาะที่ออกแบบสวยงาม/คุณภาพดี เพื่อสร้างความแตกต่างจากเสื้อผ้านำเข้าราคาถูก  5) เครื่องประดับ อัญมณี  6) สินค้าอาหาร/อาหารกระป๋อง (ปลาทูน่ากระป๋อง สับปะรดกระป๋อง ฯลฯ)  และ 7) กลุ่มสินค้าที่เน้นการออกแบบในระดับราคาต่างๆ(เฟอร์นิเจอร์บ้าน/สำนักงาน อุปกรณ์/ของประดับบ้าน ฯลฯ) เป็นต้น นอกจากนี้  การลงทุน และประกอบธุรกิจร่วมระหว่างไทย-กรีซ ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควรศึกษาความเป็นไปได้ เนื่องจากกรีซมีนักธุรกิจร่ำรวยจำนวนมาก ซึ่งนิยมนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ กอปรกับได้ชื่อว่า มีชั้นเชิงทางธุรกิจสูงและมีทักษะเรื่องการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดประเทศเพื่อนบ้านของกรีซ ดังนั้น หากนักธุรกิจไทยสามารถหาหุ้นส่วนทางธุรกิจที่เหมาะสมได้ก็จะช่วยกระจายสินค้าไทยไปสู่ตลาดบอลข่าน ซึ่งไทยยังไม่คุ้นเคยได้เป็นอย่างดี

เอเธนส์ เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกรีซ

กรีซ เป็นอีกหนึ่งดินแดนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ยุคโบราณ ซึ่งสามารถย้อนกลับไปได้ถึงยุคสำริด อีกทั้งยังเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางเรื่องศิลปะเป็นต้นแบบของงานสถาปัตยกรรมที่มีลักษณะเด่นและสง่างาม โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ของเสาหินแบบวิหารพาร์เธนอน คือวิหารโบราณบนเนินอะโครโพลิสในกรุงเอเธนส์ โดยกรุงเอเธนส์เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศกรีซ ใช้ชื่อตามเทพเจ้าอาธีนาในปุราณวิทยาของกรีกโบราณ มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบันเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เนื่องจากภายในเมืองนั้นถือว่าเป็นศูนย์รวมของเหล่ามรดกทางวัฒนธรรมยุคคลาสสิก อนุสาวรีย์โบราณ และงานศิลปะที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมาเยือนเอเธนส์เพื่อสัมผัสกับกลิ่นอายความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรกรีกโบราณ ซึ่งถือว่าเป็นเมืองหนึ่งที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ในยุคสมัยที่รุ่งเรืองเอเธนส์เป็นศูนย์กลางของศิลปะ การเรียนรู้ และปรัชญา ซึ่งมีอิธิพลเป็นอย่างมากต่อชาติตะวันตกในสมัยต่อมา นอกจานี้ที่เอเธนส์ยังมีเรื่องราวเล่าขานต่างๆเกี่ยวกับเทพเจ้ากรีกให้ได้ติดตามค้นหากันอีกด้วย ปัจจุบันเอเธนส์เป็นเมืองนานาชาติที่ทันสมัย เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน อุตสาหกรรม การเมือง และชีวิตทางวัฒนธรรมในกรีซ เอเธนส์ยังเป็นเมืองหลวงที่อยู่ใต้สุดของแผ่นดินใหญ่ยุโรป มรดกจากยุคคลาสสิกยังคงมีให้เห็นอยู่ในเมือง จากจำนวนโบราณสถานและงานศิลปะ ที่มีชื่อเสียงที่สุดของทั้งหมดคือ วิหารพาร์เธนอน

สถานที่ท่องเที่ยวที่คุณจะต้องไปเยือนเป็นที่แรก คือ ซินตักมาสแควร์ เพื่อมาดูการเปลี่ยนเวรทหารบริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่พลาด เนื่องจากอยู่กลางใจเมืองและมีการเปลี่ยนเวรทุกชั่วโมง ชุดที่ทหารใส่เป็นชุดทหารกรีกโบราณซึ่งมีลักษณะคล้ายชุดของชายชาวสกอตแลนด์คือใส่เป็นกระโปรง และรองเท้าจะมีลักษณะพิเศษคือมีพู่ติดอยู่ที่ปลายเท้า และจุดเด่นนั้นอยู่ที่ท่วงท่าการเดินของทหารที่ไม่ซ้ำแบบใคร ต่อมาเป็นห้องสมุดแห่งชาติของกรีซ อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยว โดยตัวอาคารถูกออกแบบโดยสถาปนิกชาวเดนมาร์ก และยังเป็นอีกหนึ่งอาคารที่สร้างขึ้นในแบบนีโอคลาสสิค ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามและมีความโดดเด่นมากแห่งหนึ่ง ของกรีซ

แหล่งท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศกรีซ

ประเทศกรีซ เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าสนใจตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ ที่สำคัญมันยังมีอิทธิพลมาจนถึงยุคสมัยนี้ ดังจะเห็นได้จากวัฒนธรรม ความเชื่อ หรือสถาปัตยกรรมที่ยังคงมีเอกลักษณ์แสดงถึงความเป็นกรีกโบราณอยู่ ทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวของประเทศกรีซก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ อย่าง วิหารพาร์เธนอน หรือแหล่งธรรมชาติ อย่าง หมู่เกาะซิคละดีส หรือ คีคลาเดส (Cyclades Islands) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศกรีซ ที่นอกจากจะเป็นที่พักตากอากาศที่ดีแล้ว มันยังมีความงดงามรอบด้าน ทั้งภูเขา ทะเล และหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ที่รับรองว่าคุณจะเปลี่ยนมุมมองด้านการท่องเที่ยวของประเทศกรีซไปเลยล่ะ

1. เกาะอะนาฟี (Anafi) เกาะ Anafi เป็นเกาะที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน มีเพียงหมู่บ้านเดียวเท่านั้นที่ตั้งอยู่บนเกาะแห่งนี้ ซึ่งแน่นอนว่าธรรมชาติจึงมีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีหาดทรายสวย ๆ ให้คุณได้เดินรับลมทะเล ไม่ว่าจะมาเที่ยวแบบครอบครัว มาฮันนีมูน หรือมาเที่ยวคนเดียว คุณก็จะสนุกสนานไปกับการใช้ชีวิตบนเกาะ Anafi ในสไตล์ที่แตกต่างกัน

2. เกาะคิโมลอส (Kimolos) เป็นเกาะที่มีบรรยากาศคึกคักตลอดทั้งปีเนื่องจากว่ามันตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะยอดฮิตอย่างเกาะ Milos จึงเป็นเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะ ทว่าแม้จะมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอย่างต่อเนื่อง แต่ธรรมชาติบนเกาะ Kimolos ยังคงงดงามและบริสุทธิ์ นอกจากผู้คนจะแวะเวียนมาเล่นน้ำทะเลใส ๆ แล้ว การได้ชมวิถีชีวิตชาวบ้านริมฝั่งก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย

3. เกาะไคนอส (Kythnos) เกาะ Kythnos มีจุดเด่นอยู่ที่ชายหาดที่มีสันทรายโผล่ขึ้นมาดูคล้ายกับทะเลแหวกในบ้านเรา แถมน้ำทะเลยังใสแจ๋ว ผู้มาเยือนจึงไม่พลาดที่จะกินลมชมวิวบริเวณหาดทราย หรือเล่นน้ำทะเลในวันอากาศแจ่มใส รวมทั้งล่องเรือชมความงามของขุนเขาและสถาปัตยกรรมที่ไม่ซ้ำกันของบ้านแต่ละหลัง

4. เกาะเซรีฟอส (Serifos) เกาะ Serifos เป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความน่าสนใจ โดยเฉพาะชายหาดที่ทอดยาวและจุดชมวิวบนยอดเขาสูงที่จะทำให้คุณเห็นเกาะอื่น ๆ ด้วย นอกจากนี้คุณยังจะทึ่งไปกับความงดงามยามพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก ที่ส่องแสงประกายบนน้ำทะเลจนเกิดเป็นแสงระยิบระยับ

5. เกาะซีฟนอส (Sifnos) เป็นที่รู้กันดีว่า Sifnos เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อสถาปัตยกรรมสีขาวของสิ่งปลูกสร้างรอบเกาะ อีกทั้งยังมีชายหาดที่สวยงามกับเนินเขาขนาดเล็กที่เหมาะแก่การขึ้นไปชมวิวในมุมสูงแต่ใช้เวลาไม่นาน นอกจากนี้ยังมีหมู่บ้านตั้งอยู่หลายแห่ง แต่หมู่บ้านที่ได้การยอมรับว่ามีทิวทัศน์อันสวยงาม คือ หมู่บ้าน Kastro ซึ่งมีถนนลาดยางเป็นทางเดินให้คุณได้ชื่นชมกับวิวสวย ๆ ของทะเลอันกว้างใหญ่

6. เกาะซานโตรินี (Santorini) เกาะซานโตรินี เป็นที่รู้จักทั่วโลกว่ามันเป็นเมืองที่สวยงามราวกับเทพนิยาย ด้วยอาคารบ้านเรือนสีขาวหลังคาสีฟ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ อีกทั้งจุดชมวิวสวย ๆ ที่มองออกไปก็เห็นน้ำทะเลไกลสุดสายตา นอกจากนี้ยังมีทางเดินซิกแซ็กไป-มา ราวกับเขาวงกตที่ความสวยงามของมันทำให้ผู้มาเยือนเต็มใจที่จะหลงอยู่บนเส้นทางวกวนเหล่านั้น นอกจากนี้หาดทรายสีดำยังเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเกาะแห่งนี้ด้วย

ในแต่ละปีโดยเฉพาะช่วงซัมเมอร์จะมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาเยือนหมู่เกาะซิคละดีสอย่างหนาแน่น แต่เพราะความสวยงามของมันนี่เองที่ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสได้ว่า มันคุ้มค่าจริง ๆ ที่จะฝ่าฝูงชนเพื่อมาชมความงดงามเหล่านี้กับตาตัวเองสักครั้ง

วิกฤติเศรษฐกิจกรีซต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน

ในปัจจุบันโลกของเรามีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวไกลจนกลายเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่เป็นเศรษฐกิจแบบเปิดนั้น สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆได้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เมื่อแประเทศๆหนึ่งเกิดวิกฤติหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในฐานะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เราจึงควรศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่มีความเกี่ยวข้องต่อระบบเศรษฐกิจเราด้วย

สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจกรีซ
สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจกรีซนั้น สาเหตุแรกมาจาก การขาดดุลภาครัฐของรัฐบาล โดยในปีพ.ศ. 2552 การขาดดุลการคลังของกรีซอยู่ที่ 12.7% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าระดับที่เหมาะสมที่ทางกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ถึงประมาณ 4 เท่าตัว (เพดานของ The Stability and Growth Pact (SGP) โดยกลุ่มสหภาพยุโรปกำหนดไว้ที่ระดับไม่เกิน 3% ของ GDP นอกจากนี้กรีซก็ยังมีปัญหาอื่นๆ อีกที่ต้องแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่อยู่ในระดับที่สูงมาก จากการประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อยู่ที่ประมาณ 14% ของ GDP โดยสะท้อนให้เห็นว่าเศรษฐกิจของกรีซมีความเปราะบางมาก ซึ่งปัญหาหลักเกิดจากการส่งออกไม่ได้ และการที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินตัว

แนวโน้มเศรษฐกิจและการค้าของกรีซ แสดง ให้เห็นตั้งแต่สามไตรมาสแรกของปี และเลวร้ายมากกว่าที่คาดการณ์ไว้จากการหดตัวถึง 2 % ของ GDP ท่าให้ทิศทางของ GDP ในปี  2553  ประสบปัญหารุนแรงตั้งแต่ต้นปี ประกอบกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง เช่น การด่าเนินธุรกิจ อยู่ในภาวะถดถอย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ตลาดการเงินตลอดถึงการด่าเนินนโยบายจ่ากัดงบประมาณ อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเศรษฐกิจกรีซเริ่มจะฟื้นตัวได้ประมาณช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2554 นี้ โดยได้รับแรงสนับสนุน จากการส่งออกของสินค้าเคมีภัณฑ์ เหล็ก การขนส่งทางเรือ และการท่องเที่ยว กิจกรรมการลงทุนของภาครัฐในปี 2554 มีแนวโน้มดี แต่การลงทุนของธุรกิจในกรีซยังพบอุปสรรคจากความต้องการภายในประเทศและสภาวะการเงินอยู่ อุตสาหกรรมก่อสร้างซึ่งย่ำแย่ ยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ อุปสงค์ภายในประเทศที่ยังไม่กระเตื้องจะทำให้การนำเข้าลดน้อยลง และอาจส่งผลให้ตัวเลขการส่งออกเพิ่มขึ้นได้เพียงเล็กน้อย

ทั้งนี้รัฐบาลกรีซตั้งเป้าจะทำให้การขาดดุลลดลงเหลือ7.4% ของGDPหรือมูลค่า 17 พันล้านยูโร โดยนายกรัฐมนตรีกรีซ George Papandreou กล่าวว่า การจะลดช่องว่างลงไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากรายได้ของรัฐเติบโตช้า และหลังจากที่สหภาพยุโรปเพิ่มตัวเลขประมาณการขาดดุลในปี 2552 ที่ 15.4% ซึ่ง นับว่าสูงมากที่สุดของประวัติศาสตร์เงินสกุลยูโรกรีซปรับการคาดการณ์การขาดดุลดังกล่าวเพื่อขอรับความช่วยเหลือให้ได้ ตามเป้าจากสหภาพยุโรป

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซ

ในปัจจุบันโลกของเรามีการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอย่างก้าวไกลจนกลายเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศต่างๆที่เป็นเศรษฐกิจแบบเปิดนั้น สามารถเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆได้มีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เมื่อแประเทศๆหนึ่งเกิดวิกฤติหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในฐานะที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเราเป็นระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เราจึงควรศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่นที่มีความเกี่ยวข้องต่อระบบเศรษฐกิจเราด้วย

ในประวัติศาสตร์ธุรกิจของโลกนั้นมีหลายครั้งหลายคราวที่ความล้มเหลวของระบบการเงินได้อุบัติขึ้น สร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของมวลมนุษยชาติเป็นวงกว้างจนหลายคนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ซึ่งความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเกือบทั้งหมดล้วนมาจากน้ำมือมนุษย์แทบทั้งสิ้น และแม้ว่าวิกฤติร้ายเหล่านั้นจะทำให้ใครหลายคนต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเงินทอง ทรัพย์สิน หรืออำนาจใด แต่มันก็ยังมีประโยชน์อยู่หนึ่งอย่าง นั้นคือเป็นบทเรียนให้เราจดจำ เื่พื่อว่าเราจะได้ไม่หลงทำผิดเป็นครั้งที่สอง ลองย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ความหายนะทางธุรกิจแล้วใช้เป็นข้อมูลเพื่อก้าวสู่อนาคตอันมั่นคงกันดีกว่า

ประเทศกรีซก็เป็นประเทศหนึ่งที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเปิด เมื่อ พ.ศ.2551 ประเทศกรีซได้ประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อประเทศกรีซเองและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้พยายามศึกษาวิกฤตการณ์ครั้งนี้ที่เกิดขึ้นว่า เกิดจากสาเหตุอะไร ปัญหาเป็นเช่นไร ส่งผลกระทบต่อประเทศกรีซและประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจถึงวิกฤติเศรษฐกิจกรีซครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

วิกฤติเศรษฐกิจของกรีซปะทุขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2009 ที่ผ่านมานี่เอง สาเหตุหลักมาจากการขาดวินัยทางการเงินของผู้บริหารประเทศในการกำหนดนโยบายและทิศทางการบริหารเงินคงคลังภายใน ผสมกับภาวะถดถอยทางการเงินของเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นจึงทำให้งบประมาณภาครัฐขาดดุลถึงร้อยละ 14.5 และยังมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 113 ของ GDP ซึ่งยังไม่รวมรายจ่ายต่อปีจำนวนมากอีก นอกจากนี้โครงสร้างทางเศรษฐกิจที่บิดเบี้ยวมาช้านานยังกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนอีกด้วย ที่ร้ายกว่านั้นคือมันส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังกลุ่มสหภาพยุโรป จนเหล่าบรรดาภาคี EU และ IMF ต้องเข้าให้การช่วยเหลือเป็นการเร่งด่วนเพื่อกอบกู้ประเทศนี้เอาไว้ไม่ให้ล้มละลาย

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประเทศกรีซนั้นมาจากการขาดไร้ซึ่งระเบียบวินัยทางการเงินของผู้บริหารประเทศและการก่อหนี้สาธารณะสูงจนเกินไปตามรูปแบบประชานิยมนั่นเอง